Entertainment

10 สุดยอดหนัง Sci-Fi ที่ควรค่าแก่การชม

10 สุดยอดหนัง Sci-Fi ที่ควรค่าแก่การชม

หนังไซไฟ (Science Fiction) หรือหนังที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีจัดเป็นหนังที่ได้รับความนิยมในทุกยุคสมัย แม้ว่าในช่วงหลังๆ หนังแนวนี้จะมีส่วนผสมของฉากแอ๊คชั่น ระเบิดภูเขาเผากระท่อม โฉ่งฉ่างซะเยอะ แต่ความน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับหนัง Sci-Fi นี้ก็ยังคงมีรสชาติที่ดีน่าลิ้มลองอยู่เสมอ ต่อไปนี้เป็นหนังแนว Sci-Fi 10 เรื่องที่มีคุณค่า ควรหามาชมให้ครบทุกเรื่องนะครับ

 

10. The Matrix

กำกับโดย Andy Wachowski, Lana Wachowski
ฉายปี 1999

ภาคแรกของจุดเริ่มต้นไตรภาคอันแสนบรรเจิด เรื่องเริ่มต้นที่ Hacker หนุ่มนามว่า นีโอ ผู้ที่ถูกทำนายว่าเขาคือ The One เป็นผู้ที่จะปลดปล่อยมนุษย์ทุกคนจากโลกเสมือน นี่คือหนังที่หยิบยกปรัชญา แนวคิดทางศาสนา และระบบคอมพิวเตอร์มาเล่นได้อย่างสนุกกลมกล่อม กับไอเดียโลกเสมือนชวนคิดว่าชีวิตที่เรามีอยู่ทุกวันนี้เป็นเราจริงๆ หรือเป็นแค่กระแสไฟฟ้าเท่านั้น บ้างก็นำไปเปรียบเทียบกับปรัชญาทางพุทธศาสนา เรื่องแนวคิดที่ใหญ่โต และซับซ้อนจนมหาวิทยาลัยในต่างประเทศเปิดคอร์สสอนเกี่ยวกับวิชา The Matrix ก็มี ฉากต่อสู้ ฉากแอ๊คชั่นต่างๆ ถูกออกแบบขึ้นมาใหม่จนเรียกได้ว่าเป็นการปฏิวัติครั้งใหญ่ของเทคนิคการถ่ายทำ จนผ่านไปแล้วสิบกว่าปีก็ยังไม่มีหนังเรื่องไหนคิดฉากแอ๊คชั่น และถ่ายทำได้เจ๋งขนาดนี้

 

9. The Terminator, Terminator 2: Judgment Day

กำกับโดย James Cameron
ฉายปี 1984 และ 1991

http://www.youtube.com/watch?v=lHz95RYUbik

เลือกไม่ถูกขอทีเดียว 2 ภาคเลยแล้วกัน ในภาคแรกเรื่องกล่าวถึงโลกอนาคตในปี ค.ศ. 2029 ที่ถูกปกครองด้วยคอมพิวเตอร์ชื่อ SkyNet หลังเกิดสงครามนิวเคลียร์ ฝ่ายมนุษย์ได้รวมกลุ่มขึ้นต่อต้าน นำโดย “จอห์น คอนเนอร์” ฝ่าย SkyNet จึงส่งหุ่นยนต์สังหารรุ่น T-800 ย้อนเวลามายังลอสแอนเจลิส ในปี ค.ศ. 1984 เพื่อฆ่า “ซาราห์ คอนเนอร์” ซึ่งเป็นแม่ของจอห์น คอนเนอร์ ก่อนที่จอห์นจะเกิด ส่วนฝ่ายจอห์น คอนเนอร์ก็ส่ง “ไคย์ล รีส” ทหารรุ่นน้องเดินทางย้อนเวลากลับมาเพื่อปกป้องแม่ของเขา

http://www.youtube.com/watch?v=eajuMYNYtuY

ในภาค 2 เล่าเรื่องสิบปีหลังจากซาราห์ คอนเนอร์ ทำลายหุ่นยนต์สังหาร T-800 ในปี ค.ศ. 1991 หุ่นยนต์สังหารรุ่นใหม่ รุ่น T-1000 ที่มีความทันสมัยกว่ารุ่นเดิม ถูกส่งย้อนเวลามาเพื่อสังหารจอห์น คอนเนอร์ สมัยเด็ก ดังนั้นฝ่ายจอห์น คอนเนอร์ในอนาคต ก็ได้ส่งหุ่นยนต์สังหาร T-800 กลับมาปี 1991 ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับในภาคแรก ที่เขายึดมาจาก SkyNet และตั้งโปรแกรมใหม่ให้มีภารกิจคุ้มครองจอห์น และซาราห์ คอนเนอร์

ทั้งสองภาคเล่าเรื่องแทบจะเป็น Plot เดียวกัน หนังอุดมไปด้วยความมันส์ Special Effect ที่ล้ำยุคมากในปีที่เข้าฉาย (แต่ภาคแรกจะมีความดิบกว่า) มีอารมณ์ขันแทรกมาเป็นระยะๆ พร้อมทั้งสอดแทรกแนวคิดความเจริญทางเทคโนโลยีกับผลกระทบที่ตามมา

 

8. Star Wars Episode V: The Empire Strikes Back

กำกับโดย Irvin Kershner
ฉายปี 1980

ภาคสองในปีที่ออกฉาย แต่ปัจจุบันนี้กลายเป็นภาคห้าไปแล้ว เรื่องราวต่อเนื่องมาจากภาค A New Hope หลังจากที่ฝ่ายกบฎซึ่งนำโดย ลุค สกายวอร์คเกอร์ ได้ทำลาย Death Star ไปแล้ว ฝ่ายจักรววรดิ์ก็ออกไล่ล่าจนพวกของลุคต้องหนีหัวซุกหัวซุนไปซ่อนยังดาวต่างๆ โดยที่ลุคต้องออกตามหาโยดา ปรมาจารย์เจไดเพื่อฝึกวิชา และได้มาสู้กับดาร์ธ เวเดอร์ จนสุดท้ายต้องพบกับความจริงที่แสนโหดร้าย

หนังไม่ได้เน้นแต่ฉากแอ๊คชั่นมันส์ๆ อย่างเดียว แต่ยังใส่ความลึก ส่วนหักมุมชวนช็อค และมิติของตัวละครเข้าไปอีกด้วย ดังนั้นภาค The Empire Strikes Back จึงเป็นตอนที่ดีที่สุดของซีรี่ส์ Star Wars เลยก็ว่าได้

 

7. Close Encounters of The Third Kind

กำกับโดย Steven Spielberg
ฉายปี 1977

http://www.youtube.com/watch?v=iHN1RIK8Tkg

หนังเรื่องนี้เป็นผลงานการกำกับเรื่องที่ 3 ของ สตีเว่น สปีลเบิร์ก ชื่อ Close Encounters of The Third Kind ได้มาจากศัพท์ของระดับการเจอกับมนุษย์ต่างดาว โดยในที่นี้หมายถึง การพบเห็นจานบินในระยะใกล้ไม่เกิน 500 ฟุต มีร่องรอยการปรากฏตัว เช่น คลื่นรบกวน คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และมีการปรากฏร่างของผู้ขับขี่จานบิน ซึ่งหนังว่าด้วยเรื่องการติดต่อสื่อสาร และการพบกันเป็นครั้งแรกระหว่างมนุษย์โลก กับมนุษย์ต่างดาว จนกระทั่ง รอย เนียรี่ ถูกเชิญขึ้นสู่ยานแม่ เพื่อรับทราบเจตนาว่า การมาของพวกเขาครั้งนี้คือการประกาศสัญญาอะไรสักอย่าง

นี่เป็นหนังไซไฟเรื่องแรกๆ ที่เล่าเรื่องการลักพาตัวมนุษย์โลก และการปรากฏกายของจานบิน และมนุษย์ต่างดาว โดยมีนัยยะถึงเรื่องการเมืองที่ผู้ถืออำนาจรัฐมักจะเก็บข้อมูลเรื่อง UFO ไว้เป็นความลับ ถึงกับสร้างข่าวหลอกให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่ไปเลยก็มี ซึ่งดูจะเป็นเรื่องจริงไม่ใช่น้อยเลย

 

6. Back To The Future

กำกับโดย Robert Zemeckis
ฉายปี 1985

หนังไซไฟ หรือแม้แต่ในวงการวิทยาศาสตร์เองก็ตาม มักจะหยิบยกเรื่องการย้อนเวลามาพูดถึงอยู่เสมอๆ ซึ่ง Back To The Future หรือ เจาะเวลาหาอดีต เป็นหนังเรื่องแรกๆ ที่เล่าเรื่องย้อนเวลาได้อย่างเมามัน ชัดเจน และชาญฉลาดอย่างที่สุด

เนื้อเรื่องกล่าวถึง มาร์ตี้ แม็กฟลาย วัยรุ่นที่บังเอิญย้อนเวลาจากปี 1985 ไปในปี 1955 ทำให้เขาได้พบกับพ่อแม่ของเขาเมื่อครั้งยังเรียนอยู่ในระดับไฮสคูล และบังเอิญทำให้แม่ของตัวเองหลงรักเข้า แน่นอนว่าถ้าอดีตเปลี่ยน ตัวเขาในอนาคตก็จะหายไปด้วย มาร์ตี้จึงต้องแก้ไขความผิดพลาดที่จะทำลายประวัติศาสตร์ โดยทำให้พ่อแม่ของเขากลับมารักกัน ขณะเดียวกันเขาก็ต้องหาวิธีกลับไปในปี 1985 ให้ได้

 

5. Blade Runner

กำกับโดย Ridley Scott
ฉายปี 1982

เนื้อเรื่องพูดถึงโลกในอนาคตปี 2019 ประชากรส่วนใหญ่ได้อพยพไปอยู่ Off World ลอสแองเจงลิส เศรษฐกิจส่วนใหญ่อยู่ในมือคนญี่ปุ่น และมีกลุ่มหุ่นยนต์ที่สามารถมีความรู้สึกเหมือนมนุษย์มากๆ คือกลุ่ม Replicant หุ่นยนต์เหล่านี้เหมือนคนจนดูไม่ออก ซึ่งการจะแยกแยะออกมาได้อยู่ที่ดวงตา จะมีอาการตอบรับอย่างไรเมื่อมีการถามคำถาม ประมาณ 20-30 คำถาม ดังนั้นความรู้สึกของหุ่นยนต์นี้สามารถรับความรู้สึกของมนุษย์ได้ ทั้งความรัก การแสดงอาการเสียใจ ความโกธร และสามารถมีเพศสัมพันธ์กับมนุษย์ได้

กลุ่มหุ่นยนต์นี้ถูกสร้างให้เป็นทาส และนำไปใช้ในเขต Off World ถ้าหุ่นยนต์ตัวไหนหนี ก็จะถูกตามล่าจากตำรวจ หรือมือสังหารที่ถูกเรียกว่า Blade Runner พระเอกของเรื่อง ริค เด็คคาร์ด อดีตตำรวจที่มีฝีมือในการล่าหุ่นยนต์ Replicant ซึ่งได้เลิกการล่าหุ่นยนต์เหล่านี้แล้ว แต่ครั้งนี้เขาถูกตามตัวมาล่าหุ่นยนต์ 4 ตัวด้วยกัน ระหว่างการตามล่า เขากลับตกหลุมรักหุ่นยนต์สาว ซึ่งเป็นผู้ช่วยสาวขององค์การที่ผลิตหุ่นยนต์นี้

หนังเรื่องนี้ไม่ประสบความสำเร็จตอนที่ออกฉาย เกือบจะเรียกได้ว่าล้มเหลวเลย แต่สุดท้ายไปๆ มาๆ ผ่านกาลเวลาหลายปี Blade Runner กลับได้รับความชื่นชมอย่างมากมาย กับสไตล์หนังวิทยาศาสตร์สืบสวนสอบสวน แบบฟิล์มนัวร์ ที่เป็นต้นแบบของหนังยุคหลังๆ อย่างเช่น Minority Report เป็นต้น

 

4. Moon

กำกับโดย Duncan Jones
ฉายปี 2009

เรื่องราวพูดถึงโลกที่ถูกมนุษย์ผลาญทรัพยากรจนเกือบหมดจึงจำเป็นต้องหาแหล่งทรัพยากรใหม่ที่ไม่ใช่บนโลก แต่เป็นดวงจันทร์ นั่นคือ “ฮีเลียม-3” ซึ่งจะได้มาจากดินบนผิวดวงจันทร์ โดยคนที่ทำงานเก็บเเร่ธาตุเหล่านี้อยู่ก็คือ Sam Bell มนุษย์อวกาศ ของบริษัท Lunar Industries ที่ทำงานอยู่คนเดียวบนดวงจันทร์ โดยมีเพื่อนเป็นหุ่นยนต์ที่ชื่อ Gery มานานจนเกือบจะครบสัญญาว่าจ้าง 3 ปี เเต่ก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น เมื่อ Sam บังเอิญ ดันไปพบกับตัวของเขาเองอีกคน จนทำให้ตัว Sam เอง เริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่เขาเห็นว่ามันจริงเเค่ไหน เเละ ตั้งคำถามกับสติของตัวเขาเองว่า ยังหลงเหลืออยู่เเค่ไหน หลังจากไปอยู่อย่างโดดเดี่ยวมานาน เกือบๆ 3 ปี บนดวงจันทร์ และหุ่นยนต์ของเขาก็เหมือนกำลังปิดบังบางอย่างที่ตัวเขาเองก็มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งทำให้เขาต้องช็อคสุดๆ

Moon เป็นหนังของประเทศอังกฤษ ที่ได้รับรางวัลมาแล้วมากมาย รวมทั้งรางวัลภาพยนตร์อิสระยอดเยี่ยม และรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม จากงาน British Academy Film Awards ในปี 2009 แค่นี้ก็การันตีได้แล้วว่าน่าดูขนาดไหน

 

3. Inception

กำกับโดย Christopher Nolan
ฉายปี 2010

เป็นหนังที่ไอเดียล้ำมากที่สุดในโลกภาพยนตร์ยุคหลังก็ว่าได้ กับการนำเรื่องราวของความฝันกับจิตใต้สำนึกมาเล่นได้อย่างหลุดโลก เนื้อเรื่องกล่าวถึง ดอม คอบบ์ หัวขโมยระดับพระกาฬ สุดยอดฝีมือในการฉกชิงข้อมูลที่เสี่ยงอันตราย เพื่อล้วงความลับจากเบื้องลึกของจิตใต้สำนึกในระหว่างห้วงฝัน ซึ่งเป็นเวลาที่สติจะเปราะบางที่สุด  ความสามารถของ ดอม คอบบ์ ส่งผลให้ชีวิตคู่ของเขาต้องพบกับโศกนาฏกรรม ซึ่งเป็นสาเหตุให้เขาต้องหลบหนีคดีข้อหาฆ่าภรรยาตัวเอง ต่อมาคอบบ์ได้งานชิ้นสุดท้ายที่จะคืนชีวิตปกติให้กับเขา เพียงแต่เขาจะต้องทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้สำเร็จ ด้วยการปลูกฝังความคิด  แทนที่จะขโมยจากคนผู้หนึ่ง ซึ่งถ้าทำได้สำเร็จจะกลายเป็นอาชญากรรมที่สมบูรณ์แบบที่สุด

หนังมีคุณค่าในทุกๆ ส่วน ทั้งบทภาพยนตร์ การแสดง ฉากแสนอลังการ และไอเดียความฝันซ้อนฝัน ซ้อนฝัน ซ้อนฝัน แบบหลายๆ ชั้น เล่นเอาต้องตั้งใจดู จนถึงขนาดต้องดูหลายๆ รอบเพื่อเก็บรายละเอียดทั้งหมดเลย

 

2. Metropolis

กำกับโดย Fritz Lang
ฉายปี 1927

http://www.youtube.com/watch?v=ObM0drwTshA

หนังเล่าถึงเหตุการณ์ของเมืองหลวงแห่งหนึ่งในอนาคต ที่มีตึกระฟ้า มีความเจริญรุ่งเรืองทางด้านเทคโนโลยีมีทั้งถนนทางด่วนพาดผ่านกลางตัวเมืองหลายชั้น มีรางรถไฟฟ้า มียานที่สามารถจอดลงบนยอดตึกได้ ซึ่งในความเจริญนั้นก็มีการแบ่งชนชั้นของคนสองกลุ่ม ระหว่างกลุ่มทาสทำงานอยู่กับเครื่องจักรกลใต้ดิน กับพวกชนชั้นสูง ที่มีความสุขอยู่กับสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ โดยมีผู้นำเผด็จการชื่อ John Fredersen ที่กำลังหาทางกำจัดกลุ่มทาสที่รวมตัวกันต่อต้านโดยมี Maria เป็นผู้นำ แต่ Freder ลูกชายของ John Fredersen ดันมาพบรักกับ Maria ทำให้เขาพบความไม่ยุติธรรมต่อคนงานใต้ดิน เขาจึงขอร้องให้พ่อเขาช่วยแก้ไข แต่กลับทำให้ John Fredersen ร่วมมือกับนักวิทยาศาสตร์ชื่อ Rotwang สร้างหุ่นยนต์สาวให้เหมือน Maria แล้วปลอมตัวไปยุยงคนงานใต้ดินให้ก่อความรุนแรงวุ่นวายขึ้น เพื่อจะได้เป็นข้ออ้างในการกำจัดชนชั้นแรงงานทาสให้สิ้นซากต่อไป

เนื้อเรื่องมันคล้ายๆ กับเรื่องจริงในสมัยนี้เลยใช่ไหมล่ะครับ (ฮา) Metropolis เป็นภาพยนตร์ไซไฟ จากประเทศเยอรมนี ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ที่ดีที่สุดเป็นเวลาหลายปี จนกระทั่งมีการสร้างภาพยนตร์เรื่อง 2001: A Space Odyssey ในปี 1968 Metropolis จึงเสียอันดับไป หนังเรื่องนี้เป็นหนังเงียบ ขาว-ดำ ใช้นักแสดงจำนวนมหาศาล โดยใช้นักแสดงประกอบชายถึง 26,000 คน นักแสดงประกอบหญิง 11,000 คน และเด็ก 950 คน มีการออกแบบฉากต่างๆ ได้ล้ำยุค ตระการตา และดูน่ากลัวไปในเวลาเดียวกัน หนังตั้งคำถามต่อความเจริญทางเทคโนโลยีที่อาจจะทำให้ความเป็นมนุษย์ลดน้อยลง เป็นประเด็นที่ปัจจุบันนี้เราเริ่มจะมองเห็นคำตอบกันบ้างแล้ว หนังสร้างตั้งแต่ปี 1927 แต่เหมือนมองเห็นอนาคตเลยว่าสังคมเราอาจต้องเป็นแบบนี้

 

1. 2001: A Space Odyssey

กำกับโดย Stanley Kubrick
ฉายปี 1968

หนังไซไฟอันดับหนึ่งตลอดกาล เนื้อเรื่องกล่าวถึงการค้นพบแท่งหินสีดำลึกลับที่เรียกว่าโมโนลิธบนดวงจันทร์โดยบังเอิญ และค้นพบร่องรอยว่ามีแท่งหินแบบเดียวกันอีกแท่งบนดวงจันทร์ของอีกดาวหนึ่ง ทำให้องค์การนาซาส่งยานโอดิสซีย์ออกไปสำรวจ ลูกเรือของยานโอดิสซีย์ต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมาย ก่อนจะค้นพบความจริงของจักรวาล หนังถูกแบ่งออกเป็นสามส่วนโดยส่วนที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือส่วนที่สาม แถมตัวละครที่เด่นสุดๆ กลับไม่ใช่มนุษย์แต่เป็น HAL-9000 หุ่นยนต์ที่มีแค่ดวงตากลมๆ สีแดง แต่กลับมีความรู้สึก มีชีวิตชีวา มีความกลัว จนทำให้ฮัลกลายเป็นตัวร้ายคลาสสิคติดอันดับตัวร้ายในโลกภาพยนตร์ทั้งๆ ที่ไม่ได้แสดงโดยมนุษย์ไปเลย

ทั้งบทภาพยนตร์ การให้สัญลักษณ์ การตัดต่อ การใช้เสียงประกอบต่างๆ อุปกรณ์ประกอบฉากที่ไม่น่าเชื่อว่าถูกออกแบบมาในปี 1968 เพราะเราเห็นมันในสมัยนี้ชัดๆ นี่เป็นหนังที่นักศึกษาวิชาภาพยนตร์ต้องศึกษาหนังเรื่องนี้อย่างละเอียด ถือเป็นหนังระดับอาจารย์เลยก็ว่าได้ ทั้งหลายทั้งปวงนี้ทำให้ 2001: A Space Odyssey เป็นหนังไซไฟ และยังเป็นหนึ่งในหนังที่ดีที่สุดในโลก จากการจัดอันดับทุกครั้งไป

 

มีแถมท้ายให้อีกนิดหน่อย

11. Twelve Monkeys
กำกับโดย Terry Gilliam
ฉายปี 1995

12. The Fifth Element
กำกับโดย Luc Besson
ฉายปี 1997

13. The Fly
กำกับโดย David Cronenberg
ฉายปี 1986

14. Le Voyage Dans La Lune
กำกับโดย Georges Melies
ฉายปี 1902

15. A Clockwork Orange
กำกับโดย Stanley Kubrick
ฉายปี 1971

16. Akira
กำกับโดย Katsuhiro Otomo
ฉายปี 1988

17. Sunshine
กำกับโดย Danny Boyle
ฉายปี 2007

18. Serenity
กำกับโดย Joss Whedon
ฉายปี 2005

19. Avatar
กำกับโดย James Cameron
ฉายปี 2009

20. Minority Report
กำกับโดย Steven Spielberg
ฉายปี 2002

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

© 2018 GOTWOGETHER     About | Contact
 
Powered by: Wordpress